เสียเงิน..เป็นหนูลองยา 'เตือนภัยขาว' เสี่ยงตาบอด-ถึงตาย!

Dailynews
เสียเงิน..เป็นหนูลองยา 'เตือนภัยขาว' เสี่ยงตาบอด-ถึงตาย! - กลูตาไธโอน - ผิวขาว


กระแส “เห่อทำขาว” ทั้งในกลุ่มสาวน้อย-สาวใหญ่ กลุ่มเพศที่สาม หรือแม้แต่ผู้ชายแท้ ๆ กำลังมาแรงในเมืองไทย มีธุรกิจ “รับทำขาว” เกิดขึ้นมากมาย มีการโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณกันเต็มที่ เช่น... เพื่อ ความขาวเนียนของผิวพรรณ, เพื่อให้ผิวขาวสวยทั่วเรือนร่าง, เพื่อให้ผิวขาวผ่องเป็นยองใย, เพื่อให้ผิวขาวเหมือนดารา, เพื่อให้ผิวขาวผ่องเป็นชมพูเหมือนพริตตี้ ฯลฯ



แต่ประเด็นคือการทำขาวยุคนี้...มันไม่ธรรมดา
 
เพราะใช้วิธี “ฉีดสารขาว” เข้าไปในร่างกาย !!
 
ทั้งนี้ เจ้า “สารขาว” ที่ว่านี้คือ “กลูตาไธโอน (Clutathione)” ซึ่งสารนี้ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อใช้รักษามะเร็งต่อมลูกหมาก หรือใช้ในรูปแบบกรดอะมิโนที่ใช้เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แต่กลับมีการแอบอ้างนำมาใช้-นำมาแอบอ้างว่าทำให้ผิวขาว แล้วในเมืองไทยตอนนี้ก็ฮิตกันมากทีเดียว
 
สา รกลูตาไธโอนนี้เพิ่งจะบูมและกล่าวถึงกันมากจากแรงโฆษณาในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เพราะคนผิวคล้ำฉีดแล้วผิวขาวขึ้น แต่ต้องระวังเรื่องเม็ดสีที่ทำให้เปลี่ยน โดยเฉพาะกับลูกตา ซึ่งถ้าใช้ไปนาน ๆ อาจมีผลต่อประสาทตา อาจทำให้ตามองไม่เห็นหรือเปล่า ตรงนี้ยังไม่มีผลยืนยันที่แน่ชัด” ...แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง โรงพยาบาลพญาไท 3 พญ.พรภุชงค์ เลาห์เกริกเกียรติ ระบุ    
 
พร้อมทั้งให้ข้อมูลเชิงการแพทย์ผ่าน “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ต่อไปว่า... กลูตาไธโอน หรือที่มีคนเรียกว่าสารขาวนี้ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายที่มีกำลังสูง เมื่อเปรียบเทียบกับพวกวิตามินซี หรือวิตามินอี โดยสารชนิดนี้เป็นสารที่มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเม็ดสีในร่างกายมนุษย์ ทำให้เม็ดสีของผิวหนังเปลี่ยนแปลง ซึ่งปกติสารชนิดนี้ก็มีเจือปนอยู่ในอาหารจำพวกเนื้อ พืช ผัก และผลไม้ชนิดต่าง ๆ ที่มนุษย์เรากินเข้าไป
 
อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์ โดยปกติแล้วแพทย์จะใช้สารกลูตาไธโอนในปริมาณที่ไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อครั้ง แต่มีคลินิกหรือสถานเสริมความงามนำมาใช้ผสมกับวิตามินซีเพื่อฉีดให้ผิวขาว ขึ้น
 
“การฉีดจะใช้สารกลูตาไธโอนในปริมาณความเข้มข้นสูง ซึ่งอันตรายหรือไม่ก็ยังไม่แน่ชัด ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ยังยืนยันชัดเจนไม่ได้ว่าปลอดภัย ยังยืนยันไม่ได้ว่านาน ๆ ไป 10 ปี 20 ปี เกิดการสะสมในร่างกายมาก ๆ จะเกิดอันตรายต่อร่างกายหรือไม่-อย่างไร”
 
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังบอกอีกว่า... การใช้สารกลูตาไธโอนในลักษณะที่ว่านี้ ในประเทศไทย “ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับ อย.” หรือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หากนำมาใช้ก็ถือว่า “ผิดกฎหมาย” ซึ่งก็ไม่ทราบต้นตอ-ไม่ทราบว่าใครริเริ่มนำมาใช้ ยังไม่มีใครยืนยันชัดเจนเพราะเป็นสารตัวใหม่

อ่านต่อ



Anonymous
ใส่ความเห็น
  ซ่อนความคิดเห็น
ชื่อเล่น:
รหัสผ่าน:
  จดจำฉันในคอมพิวเตอร์อันนี้

ชื่อเรื่อง:
ส่งคำตอบเกี่ยวกับความเห็นของฉันมาที่อีเมล์
ส่งความเห็นใหม่เกี่ยวกับบทความนี้ให้ฉันทางอีเมล์